fbpx
Kiosk ร้านอาหารเล็กๆ ที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ 2

Kiosk ร้านอาหารเล็กๆ ที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

ปัจจุบันร้านอาหารแบบ Kiosk (คีออส) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากร้านอาหารประเภทนี้ใช้เงินลงทุนไม่มาก ก็สามารถเปิดร้านอาหารของตัวเองได้แล้ว นอกจากนี้ ร้านอาหารแบบ Kiosk ยังใช้พื้นที่ไม่มาก ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk นี้ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่เจ้าของร้านอาหารต้องเผชิญ ทั้งในแง่ของคู่แข่ง การเลือกทำเล การจัดเก็บวัตถุดิบและการบริหารจัดการในพื้นที่จำกัด ซึ่งวันนี้เราได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณวนิชพงษ์ ดวงจันทร์ เจ้าของร้าน WAGRill BBQ • STEAK ที่จะมาเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์การบริหารร้านอาหารแบบ Kiosk และเทคนิคในการสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าของตนเอง เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่อยากเริ่มต้นเปิดร้านอาหารเล็กๆ อย่าง Kiosk นำไปใช้ตามกัน 

HIVE: จุดเริ่มต้นในการทำร้านอาหารแบบ Kiosk ของคุณคืออะไร?

คุณวนิชพงษ์: เนื่องจากเราได้มีโอกาสไปเที่ยวงานเทศกาลดนตรีนั่งเล่นที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และเห็นว่าร้านอาหารที่ไปเปิด Kiosk ร้านอาหารเล็กๆ ที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ 3บูธมีเพียงไม่กี่ราย เราจึงคิดว่างานเทศกาลดนตรีแบบนี้ ควรมีร้านอาหารมากกว่านี้ จึงเกิดไอเดียที่จะเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk ขึ้น เพื่อให้บริการในงานเทศกาลหรืออีเว้นท์ต่างๆ

โดยอาหารที่เราเลือกเปิดให้บริการเป็นบาร์บีคิว เพราะว่าอาหารประเภทนี้มีการจัดเตรียมอุปกรณ์น้อย และใช้วัตถุดิบไม่มาก จึงเหมาะสำหรับนำไปเปิดขายในงานเทศกาลหรืออีเว้นท์ เพราะไม่จำเป็นต้องมีที่นั่ง ก็สามารถนั่งทาน และเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันร้านอาหารประเภทบาร์บีคิว มีการเปิดให้บริการในรูปแบบนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เราจึงต้องมองหาจุดเด่นของตัวเอง เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากเจ้าอื่น โดยเราได้คัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาจากฟาร์มโดยตรง รวมถึงยังได้คิดค้นซอสสูตรพิเศษมาใช้หมักกับเนื้อของเราให้มีความนุ่มขึ้น และมีรสชาติที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร   

HIVE: คุณมีเทคนิคในการบริหารร้านอาหารแบบ Kiosk ของตัวเองอย่างไรบ้าง?

คุณวนิชพงษ์: ก่อนหน้านี้เราเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk มาแล้ว 2 ร้าน คือ ร้านข้าวมันไก่ และก๋วยจั๊บญวน หลังจากนั้นจึงเปิดร้านบาร์บีคิวเพิ่มในพื้นที่เดียวกัน เพื่อขยายกลุ่มลูกค้า โดยอาหารทั้งหมดที่เราเลือกเปิดนั้น มาจากความชอบของเราเอง อย่างร้านข้าวมันไก่เรามีการซื้อสูตรมาทำเอง ส่วนก๋วยจั๊บญวนเรานำสูตรจากที่บ้านมาทำ และซอสบาร์บีคิวเราก็มีการพัฒนาสูตรเอง ซึ่งเอามาจากน้ำซอสที่เราชอบทาน

สำหรับเรื่องทำเลที่จะเปิดร้าน เราเลือกจากพื้นที่แหล่งชุมชนและมีคนพลุกพล่าน เพื่อให้ง่ายต่อการขาย เพราะมีลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากที่เรานำร้านบาร์บีคิวออกบูธเป็นประจำ ก็สามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มากกว่าการตั้งอยู่ที่ร้านประจำ

ในส่วนของการบริหารจัดการหน้าร้านและพนักงาน เราศึกษาข้อมูลทั้งหมดด้วยตัวเองท รวมทั้งยังดูรูปแบบการทำงานจากร้านอื่นที่เขาประสบความสำเร็จ และเอามาปรับใช้ให้เข้ากับร้านของตัวเอง อย่างเช่น เรื่องการปรับราคาอาหาร หรือการจัดโปรโมชั่น เป็นต้น

HIVE: คุณมองว่าการเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง? 

คุณวนิชพงษ์: ข้อดีของการเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk นั้น นอกจากเป็นร้านอาหารขนาดเล็กและใช้เงินลงทุนไม่มากแล้ว เรายังสามารถย้ายที่ตั้งร้านไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย และสะดวกต่อการเอาร้านไปจัดบูธหรือออกอีเว้นท์ เพราะว่าอาหารประเภทบาร์บีคิว สามารถปรุงเสร็จพร้อมเสิร์ฟได้ทันที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอคิวซื้อนาน

สำหรับข้อเสียนั้น เรามองว่าการเปิดร้านอาหารแบบนี้ นอกจากจะต้องบริหารจัดการร้านในพื้นที่ที่จำกัดแล้ว เรายังต้องเสียเวลาในการจัดร้านและเก็บร้านในทุกๆ วันอีกด้วย เพราะถ้าหากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เราสามารถลดเวลาในการจัดเตรียมร้านและการจัดเก็บร้านให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

HIVE: อุปสรรคและความท้าทายในการเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk มีอะไรบ้าง?  

คุณวนิชพงษ์: อุปสรรคของการเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk คือ เวลาที่เราออกอีเว้นท์ในพื้นที่กลางแจ้ง อย่างเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ตลอดเวลา รวมทั้งเรายังต้องระวังเรื่องควันไฟไปรบกวนร้านอื่น เราจึงต้องเตรียมพัดลมตัวใหญ่ เพื่อใช้ในการไล่ควัน หรือแม้กระทั่งบางอีเว้นท์ผู้จัดงานมีข้อกำจัดในการใช้แก๊ส เราจึงต้องเตรียมเตาไฟฟ้าไว้สำหรับใช้ทำอาหาร นอกจากนี้ ยังมีเรื่องข้อจำกัดในการออกบูธอื่นๆ ที่ผู้ออกร้านจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย

HIVE: คุณมีการปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการแข่งขันอย่างไรบ้าง?

คุณวนิชพงษ์: เนื่องจากเรามีร้านหลักอยู่ใน Food Villa ราชพฤกษ์ เราจึงได้มีการบริการแบบเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งหลังจากที่เปิดให้บริการ เรามียอดขายเพิ่มขึ้นวันละ 2,000-3,000 บาท และเนื่องจากบริเวณนี้เป็นย่านที่พักอาศัย ช่วงเวลาที่มียอดขายดีจึงเป็นตอนเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น ดังนั้น เราจึงมองหาทำเลในเมืองเพิ่มเติม เพราะนอกจากจะเป็นการขยายฐานลูกค้าในย่านออฟฟิศแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงกลางวันอีกด้วย

นอกจากนี้ เรายังมีการเพิ่มเมนูบาร์บีคิว เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่าร้านของเราขายเนื้อวากิว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าชื่อร้าน ‘WAGRILL’ อ่านว่า วากิว ซึ่งในความเป็นจริงชื่อร้านของเราเขียนว่า ‘วากริล ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดบ่อยครั้งว่าร้านของเราขายบาร์บีคิวเนื้อวากิวด้วย ดังนั้น เราจึงมีการออกเมนูเนื้อวากิวเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า 

HIVE: คุณมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk อย่างไรบ้าง?

คุณวนิชพงษ์: สำหรับผู้ที่อยากเปิดร้านอาหารแบบ Kiosk อันดับแรกการเลือกทำเลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยต้องเลือกอยู่ในย่านที่เป็นแหล่งชุมชนหรือมีคนพลุกพล่านจำนวนมาก

อันดับสองเราต้องดูว่าสินค้าที่เราขายคืออะไร โดยเราอาจจะต้องศึกษาวิธีบริหารจัดการจากร้านที่ประสบความสำเร็จ แต่เราไม่จำเป็นต้องเปิดร้านอาหารประเภทเดียวกับเขา ดังนั้น เราจึงต้องมองหาจุดเด่นในสินค้าของตัวเอง เพื่อนำมาเป็นจุดขายและเอกลักษณ์ของร้านอาหารเรา

นอกจากนี้ เรายังต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา เพื่อให้สอดรับกับการแข่งขันที่มากขึ้น เช่น การเอาร้านออกบูธตามงานต่างๆ การให้บริการแบบเดลิเวอรี่ หรือการเพิ่มเมนูอาหารใหม่ๆ รวมถึงการใช้ช่องทางโซเชี่ยลมีเดียในการโปรโมทร้านอาหารของเราให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น 

อ่านบทความอื่นๆ ของ HIVE เพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.hive.world/blog/

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top